2008/Jun/24

วันนี้เล่น ๆ เนทไปเจอที่มาของ หัวเรื่อง God of this City (Greater things) เข้าให้ซึ่งก็เป็นชื่อเดียวกับอัลบั้ม แต่งโดยวงชื่อ Bluetree วงที่อยู่ใน Belfast ไอร์แลนด์ อ่านแล้วประทับใจมาก ๆ เลยเอามาแบ่งปันเพื่อน ๆ ครับ ไปอ่านเบื้องหลังการก่อนเลยครับ แล้วค่อยฟังเพลง แต่ที่จะได้ฟังจะเป็นเพลงในเวอร์ชันของ Chris Tomlin ที่ร้องใน Passion Conference ครับ

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2007 วง Bluetree ได้ไปร่วมงาน "Pattaya Praise" ที่จัดโดยมิชชันนารีจาก Belfast ที่จังหวัดพัทยา พวกเขาแค่อยากไปรับใช้ และไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับพัทยาเลย จนไปถึงก็ได้รู้ว่านี่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยการค้าประเวณี เขารู้สึกเหมือนบรรยากาศได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เมื่อเข้าสู่เมืองพัทยา คนในรถทัวร์เงียบกันหมด เมื่อได้เห็นสาวๆ ตามท้องถนน แม้เวลานั้นจะร้อนมาก เพราะเป็นเวลากลางวัน แต่กลับเหมือนความมืดมิดได้เข้ามาปกคลุมแล้ว

การเดินไปตามถนน และเห็นผู้หญิงที่แต่งกายน้อยชิ้น ต่างกับคนไทยทั่วไปที่แต่งตัวมิดชิด ก็ทำให้พวกเขาเริ่มโกรธ มองด้วยสายตามมนุษย์ เห็นคนแก่เดินจูงมือผู้หญิง เหมือนพ่อกับลูก มันง่ายที่จะโกรธและยากที่จะรับได้ แต่มันไม่ใช่หน้าที่ของเขาที่จะไปตัดสิน พวกเขาได้แต่กัดฟันด้วยความโกรธ

พวกเขาอยู่ในงานสรรเสริญพระเจ้าที่ไม่ไกลไปจากแหล่งท่องเที่ยวนี้เท่าไหร่ ซึ่งจิตวิญญาณของงานต้องการจะนมัสการและเผยให้เห็นแสงของพระเจ้าในสถานที่ที่มืดมิดแห่งนี้ พวกเขาอยากจะเล่นให้มากกว่าที่ตารางได้จัดไว้ และเขาได้ไปพบเจ้าของบาร์แห่งหนึ่งที่ยอมให้เล่นเพลงนมัสการในบาร์ของเธอ ในเงื่อนไขที่ทีมมิชชันนารีที่มาด้วยกันจะต้องซื้อโค้กกันตลอดทั้งคืน เมื่อเดินเข้าไปในบาร์ กลางถนนก็เต็มไปด้วยหญิงสาวที่รอจะทำธุรกิจกันแล้ว ขณะเขาเริ่ม Set Up กัน ก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ แต่เมื่อเข้าสู่การนมัสการที่คุ้นเคย ทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้น พระเจ้าเริ่มพูดกับพวกเขา และเขาก็เล่นเพลงที่ออกมาเองแบบไม่รู้ตัว ความจริงก็คือเมื่อคุณนมัสการในสถานที่ใดๆ คุณจะเริ่มเห็นหัวใจของพระเจ้าในสถานที่นั้น พระเจ้าจะบอกอะไรในสถานที่แบบนี้?

ตรงกลางในที่ที่เสื่อมทราม พระเจ้าบอกว่า "เราคือพระเจ้าของเมืองนี้ เราคือราชาของประชาชนเหล่านี้ และสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านี้จะมายิ่งไปกว่านี้ สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าจะยังคงต้องทำให้สำเร็จ ที่นี่" เพลงยังไม่เคยถูกเขียนมาก่อนหน้านี้ แต่เขากลับออกมาจากบาร์ที่เขานมัสการด้วยเพลงที่ตอนนี้ได้กลายเป็นชื่ออัลบัม "God of this City (Greater things)" เพลงนี้ไม่ใช่แค่สำหรับพัทยา มันเป็นเพลงสำหรับเมืองของคุณ และเป็นความจริง โดยความเชื่อ เราต้องคาดหวังสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่ยังคงจะต้องถูกทำให้สำเร็จ


edit @ 24 Jun 2008 15:07:34 by king79

2008/Jun/24

นาน ๆ จะเห็นมีการประกวดแบบนี้สักทีนะครับ ประเทศไทยเราน่าจะจัดแบบนี้มั่งน่าจะดีอยู่ไม่น้อย จะดูซิว่าจะสู้ประกวด AF ได้หรือเปล่า


Shout to the Lord: American Idol 10 April 2008 [HD] from http://expanse.vox.com/

edit @ 26 Jun 2008 09:02:32 by king79

2008/Jun/19

เป็นเพลงนมัสการที่ใช้กันทั่วโลก .. ส่วนเวอร์ชั่นไทยเชื่อว่าคนที่เป็นคริสเตียนน่าจะร้องกันได้ แต่ถ้าอยากฟังกันสด เชิญมาร่วมนมัสการด้วยกันทุกวันอาทิตย์นะครับ

edit @ 26 Jun 2008 09:01:12 by king79

2006/Jul/26

คริสเตียนผู้หนึ่ง ถูกจี้ผู้ร้ายชิงกระเป๋าเอาเงินไปหมดเลย เมื่อเขากลับถึงบ้าน เขาก็บันทึกเหตุการณ์นั้นลงในสมุดบันทึกของเขาว่า "ก่อนอื่นขอบคุณพระเจ้า" เพราะ

1 เพิ่งเคยถูกจึ้ครั้งนี้เป็นครั้งแรก

2 ถูกแย่งกระเป๋าเท่านั้นไม่ถูกฆ่า

3 แม้จะเป็นเงินทั้งหมดที่มีอยู่แต่มันก็ไม่มากเลย

4 ดีที่ฉันเป็นคนถูกจี้ไม่ใช่คนจี้


ถ้าเรามีใจขอบคุณพระเจ้า ไม่ว่าสถานไหนเราก็สามารถที่จะขอบพระคุณพระเจ้าได้เสมอ

************************************************************

เด็กผู้หญิงอายุ หกขวบคนหนึ่งเคยไปโบสถ์ ได้เข้าเรียนรวี และรู้เรื่องพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอด แต่ในเวลานี้เธอกำลังไม่สบายมาก ศิษยาภิบาลทราบข่าวก็ไปเยี่ยมที่บ้าน เด็กจับมือศิษยาภิบาลไว้แน่น และพูดว่า "หนูกำลังจะตาย หนูอยากพบอาจารย์" ศิษยาภิบาลปลอบใจว่า "หนูจะหาย" เด็กตอบว่า "หนูไม่อยากหาย" "ทำไมละ" ศิษยาภิบาลถามด้วยความแปลกใจ "หนูอยากให้พ่อได้ฟังเรื่องพระเยซู เพราะเวลาหนูตายอาจารย์จะมาร้องเพลงและพูดเรื่องของพระเยซูให้พ่อกับแม่ของหนูฟัง และหนูอยากจะตายสักห้าหกครั้งเพื่อพ่อกับแม่จะได้ฟังเรื่องของพระเจ้า"

เราคงไม่ต้องรอ จนถึงวันจัดงานศพของเราเพื่อประกาศกับคนอื่นเช่นเด็กคนนี้จริงไหม


edit @ 2006/07/26 16:34:01

2006/Jul/26

โอกาสที่ดีที่สุดของมนุษย์เื่ท่าที่เคยมีมาก็คือ โอกาสที่จะอธิษฐาน


ในเมื่อท่านก็รู้ว่า โอกาสที่ดีเท่าที่เคยมีมาก็คือ โอกาสที่จะอธิษฐาน ซึ่งโอกาสนี้เป็นสิทธิที่จะสนทนากับผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในจักรวาล
แล้วทำไมท่านไม่อธิษฐาน
ในเมื่อท่านรู้แล้วว่า อำนาจที่มีพลานุภาพมากที่สุดของมนุษย์ คือ อำนาจจาการอธิษฐาน แล้วทำไมท่านไม่อธิษฐาน ในเมื่อท่านก็รู้อยู่ว่า เวลาที่สดชื่นที่สุดสำหรับมนุษย์ก็คือเวลาที่จะอยู่กับพระเจ้าในการอธิษฐาน
แล้วทำไมท่านไม่อธิษฐาน
ในเมื่อท่านก็รู้อยู่แล้วว่า สิ่งที่เป็นความปรารถนาของพระเจ้าอย่างสูงสุดก็คือ การที่จะสนทนากับบรรดาบุตรของพระองค์
แล้วทำไมท่านไม่อธิษฐาน
ในเมื่อท่านรู้แล้วว่า ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้สำหรับผู้ที่อธิษฐาน
แล้วทำไมท่านไม่อธิษฐาน
ในเมื่อท่านรู้ก็รู้แล้วว่า จะไม่มีการอ่อนเปลี้ยหรือสะดุุดสำหรับผู้ที่มีชีวิตอยู่กับการอธิษฐาน
แล้วทำไมท่านไม่อธิษฐาน
ในเมื่อท่านก็รู้ว่า ความบาปทั้งจะได้รับการอภัย มลทินทั้งสิ้นจะได้รับการชำระ และความบกพร่องจะได้รับการแก้ไข เมื่อคนๆ นั้นอธิษฐาน
แล้วทำไมท่านไม่อธิษฐาน
ในเมื่อท่านก็รู้แล้วว่า นรกจะอยู่ห่างไกล และซาตานก็จะผละจากผู้ที่อธิษฐาน
แล้วทำไมท่านไม่อธิษฐาน
ในเมื่อท่านก็รู้ว่า สวรรค์จะมาใกล้ท่าน สง่าราศีก็จะสดใสขึ้น สำหรับผู้ที่อธิษฐาน
แล้วทำไมท่านไม่อธิษฐาน
คำตอบจะมา ภูเขาจะเคลื่อน หุบเขาจะได้รับการทำให้ราบเรียบ แม่น้ำก็จะขวางกั้นท่านไม่ได้ ทางตันจะเป็นทางออก สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ก็จะกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และความฝันจะกลายเป็นความจริงสำหรับผู้อธิษฐาน
แล้วทำไมท่านไม่อธิษฐาน
พระเยซูตรัสว่า มนุษย์ทุกคนควรมั่นอธิษฐานเสมอ
แล้วทำไมท่านไม่อธิษฐาน
อาจารย์เปาโลหนุนใจให้เราอธิษฐานเสมออย่าเว้น
แล้วทำไมท่านไม่อธิษฐาน
ความมั่งคั่งในสวรรค์จะเปิดออกให้แก่ผู้ที่อธิษฐานในพระนามของพระองค์
แล้วทำไมท่านไม่อธิษฐาน
ในเมื่อทุกคนอธิษฐานได้ ไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่ม คนสาว หรือคนแก่ คนรวย หรือคนจน คนที่แข็งแรง หรือคนที่อ่นแอ เด็กหรือผู้ใหญ่ คนพิการหรือนักโทษ ไม่ว่าจะเป็นชนชาติไหน หรือภาษาใด ต่างก็อธิษฐานได้ทั้งสิ้น
แล้วทำไมท่านไม่อธิษฐาน อีกล่ะ

พระเจ้ายังทรงคอยที่จะตอบคำอธิษฐานของท่านอยู่นะ


edit @ 2006/07/26 16:01:04

2006/Jul/18

ขอหนุนใจทุกครอบครัว ให้ฝึกฝนศิลปะแห่งความรัก


นักวิจัยได้ทดลองเกี่ยวกับการแสดงความรัก ความเฉยเมยและความเกลียดชังด้วยคำพูดต่อเด็กทารก โดยแยกเด็กออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรก ผู้เลี้ยงดูพูดกับเด็กทุกวันเสมอๆว่า ฉันรักหนู

ผลปรากฏว่า เด็กตอบสนองด้วยความชื่นชมยินดี อารมณ์ดีและเชื่อฟัง กลุ่มที่สอง ผู้เลี้ยงดูจะเฉยๆ คือไม่พูดว่ารักหรือเกลียด ผลก็คือ เด็กจะตอบสนองด้วยความสับสนไม่แน่ใจ มีท่าทีเก็บตัวและอารมณ์เฉื่อยช้า สำหรับ กลุ่มที่สาม ผู้เลี้ยงดูจะพูดว่า ฉันเกลียดหนู อยู่ตลอดเวลา ผลคือ เด็กจะร้องไห้บ่อยๆ มีความหวาดกลัว ทั้งเป็นเด็กเจ้าอารมณ์ หน้าตาขึงขัง และหงุดหงิด

อาจารย์วิชาสุขศึกษา ชั้นมัธยมของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ได้ให้เด็กนักเรียนทั้งชั้น ไปบอกคุณพ่อคุณแม่ของตน วันละครั้งว่า ผม(หนู)รักคุณพ่อคุณแม่ วันแรก พ่อแม่เด็กนักเรียน กว่าครึ่งห้องโทรศัพท์มาถามที่โรงเรียนด้วยความประหลาดใจว่า เกิดอะไรขึ้นกับลูกของตน แต่อาจารย์ผู้นั้นตอบผู้ปกครองเด็กว่า..การที่คนเราแสดงความรักด้วยคำพูดต่อผู้อื่นหรือได้ยินผู้อื่นแสดงความรักด้วยคำพูดต่อเรานั้น เป็นการเสริมสร้างสุขภาพร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ ให้ดีขึ้น

ขอหนุนใจทุกครอบครัว ให้ฝึกฝนศิลปะแห่งความรัก ที่จะแสดงออกต่อกันและกันด้วยคำพูดภายในครอบครัว ระหว่างญาติมิตรและเพื่อนร่วมงาน โดยให้ทำ ด้วยความจริงใจ และสม่ำเสมอ คุณก็จะเสริมสร้างตัวเองและผู้อื่น ทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อผู้ที่คุณแสดงความรักด้วย อย่างน้อยขอให้เริ่มในครอบครัวของคุณก่อน คุณจะแปลกใจที่เห็นบรรยากาศในครอบครัวของคุณเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากทีเดียว คือ จะก่อให้เกิดความชื่นชมยินดี การเอาใจใส่ต่อกัน และจะมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดสนิทสนมมากกว่าแต่ก่อน และทุกชีวิตในบ้านก็จะพลอยมีความสุข


เรียบเรียงจาก บทความของ ..... ดร. วิชาญ ฤทธิ์นิมิต


ถ้อยคำ แช่มชื่น เหมือนรวงผึ้ง เป็นความหวาน แก่วิญญาณจิต

และ เป็นอนามัย แก่ร่างกาย ( สภษ.16:24 )

2006/Jul/14

การแต่งงาน ต้องมีความรักแบบพระเจ้าเป็นฐานของการพัฒนาครอบครัว

เราจะมีครอบครัวแบบคริสเตียนได้ ก็ต่อเมื่อคู่สมรส ต่างก็เป็นคริสเตียนบังเกิดใหม่ เพราะ พระเยซูคริสต์เท่านั้น ที่ทำให้การสมรสเป็นแบบคริสเตียนได้ ไม่ใช่การประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่ทำกันอยู่โดยทั่วไป การสมรสจะเป็นแบบคริสเตียนได้ ทั้งชายและหญิงต้องมีพระเยซูคริสต์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคู่สมรสนั้นเป็นส่วนตัว

การแต่งงาน ต้องมีความรักแบบพระเจ้าเป็นฐานของการพัฒนาครอบครัว หากฐานอ่อนแอ ครอบครัวก็อ่อนแอด้วย พระเยซูคริสต์ต้องเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ของคู่สมรสหากจะให้บ้านมีบรรยากาศของครอบครัวแบบคริสเตียน คริสเตียนหลายคนอาจเข้าใจผิดว่า ตนมีครอบครัวแบบคริสเตียน ทั้งๆที่ ความเป็นจริงนั้นพระเยซูคริสต์ไม่ได้เป็นศีรษะหรือศูนย์กลางชีวิตของคนในครอบครัวนั้นเลย

อีกประการหนึ่ง ครอบครัวแบบคริสเตียนที่แท้จริง ต้องยอมรับสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์โดยใช้เป็นคู่มือการดำเนินชีวิตประจำบ้าน พระวจนะของพระเจ้า ต้องอยู่เหนือวัฒนธรรม และ ประเพณีของบ้าน หรือของตระกูล ถ้ามีการปฏิบัติใดๆในบ้านขัดแย้งกับคำสอนของพระคัมภีร์ คู่สมรสหรือครอบครัวนั้นจะต้องใช้พระคริสตธรรมคัมภีร์ชี้ขาด

แนวทางเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ให้เรามาดูทัศนะการสมรสที่อยู่นอกเหนือพระเยซูคริสต์ที่เราพบเห็นกันบ่อยๆในสังคม โดยเปรียบเทียบกับ การสมรสในทัศนะของคริสเตียน ดังนี้คือ

1. สำหรับบางคน การสมรส คือ 1+1 = 2 ความสัมพันธ์ในทัศนะนี้หมายความว่า ผู้ชายและผู้หญิง ต่างก็มีโลกของตัวเอง ที่ตนจะอยู่ จะทำ บางครั้งอาชีพการงานก็ไม่สัมพันธ์กัน ต่างฝ่ายต่างก็ใช้เงินคนละกระเป๋า ตามที่ตนเห็นชอบโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกัน ดูไปแล้วก็เหมือนกับรางรถไฟที่วิ่งคู่ขนานกันไปชั่วนิรันดร์ อยู่ใกล้กันแต่เหมือนอยู่ไกล ใกล้ชิดกันแต่ไม่เคยรวมเป็นหนึ่งเดียว

2. สำหรับบางคน การสมรสอาจเป็น 1+1 = 3 นั่นหมายความว่า สามี + ภรรยา + บุคคลที่ 3
ซึ่งอาจจะเป็น พ่อ แม่ ญาติพี่น้องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือเพื่อนร่วมอาศัยอยู่ในบ้าน ซึ่งสายใยนี้ดูเหมือนยากที่จะตัดขาดได้สำหรับคู่สมรสหลายคู่

3. สำหรับทัศนะของคริสเตียน การสมรส คือ 1+1 = 1 ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ กล่าวไว้ว่า เพราะเหตุนี้ ผู้ชายจึงละบิดามารดาของตน ไปผูกพันอยู่กับภรรยา และ เขาทั้งสองจะเป็นเนื้ออันเดียวกัน (อฟ.5:31) สองจะต้องเป็นหนึ่งในทุกแง่มุมของชีวิตสองชีวิต ต้องผนึกกันเป็นหนึ่งเดียวและก้าวโดดเด่นออกไปโดยจะขาดฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ได้อีกแล้ว นี่ไม่ใช่ เรื่องของการเสียสละ จากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่ เป็นเรื่องน้ำพระทัยของพระเจ้า ที่ประสงค์จะให้คนๆหนึ่งนั้น มีชีวิตอยู่ในน้ำพระทัยของพระองค์ ผ่านทางความสัมพันธ์กับคู่สมรส หากจะให้เห็นภาพได้ชัดขึ้น ให้ดูรูปสามเหลี่ยมนี้ จะช่วยเป็นสื่อในการอธิบายถึง ความสัมพันธ์ของคู่สมรสแบบคริสเตียนได้ กล่าวคือในพระคริสต์ สามีและภรรยา แบ่งปันชีวิตกัน ทั้งในจุดเด่นและด้อย สามีสัมพันธ์กับพระคริสต์ ผู้ซึ่งเป็นพลังที่ช่วยให้เป็นสามีคริสเตียนที่ดีที่สุด ในทำนองเดียวกันภรรยาผูกพันกับพระคริสต์ก็จะทำให้เธอมีพลังในการเป็นศักดิ์ศรีของสามีสามี และ ภรรยา หากทั้งคู่เติบโตในพระลักษณะของพระคริสต์มากขึ้น เขาทั้งสองก็จะมีลักษณะชีวิตใหม่นี้ร่วมกันมากขึ้น และสามารถรักซึ่งกันและกันได้อย่างเหมาะสม เพราะเขาได้รับความรักเช่นนั้นจากพระคริสต์มาก่อนและเมื่อลูกเกิดมาก็จะอยู่ในกรอบสามเหลี่ยมนี้ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่น มีความรู้สึกมั่นใจและมั่นคงปลอดภัย เมื่อเขาโตขึ้นเขาจะตระหนักถึงกรอบแห่งความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้ เด็กจะเรียนรู้จักความรักของพระเจ้าและคุณค่าของครอบครัวคริสเตียน เขาก็จะเลียนแบบและปฏิบัติตามค่านิยมที่ดีนี้เมื่อเขาย่างเข้าสู่การสมรสในอนาคต

2006/Jul/08

ทางคริสตจักรได้มีโอกาสจัดงานแต่งงานให้กับสมาชิก ซึ่งได้จัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม 2006 โดยมีพี่น้องคริสเตียนและแขกร่วมกันเป็นสักขีพยาน ซึ่งมีศิษยาภิบาลทำพิธีให้ ดูรูปกันครับ

ศิษยาภิบาล (อ.สมศักดิ์) เดินเข้าที่ปะชุมเพื่อทำพิธี



จุดเทียนเพื่อเริ่มพิธี

เจ้าบ่าวขณะที่ยืนคอยเจ้าสาว อย่างใจจดใจจ่อ...........



พ่อเจ้าสาวทำการส่งตัวเจ้าสาวให้เจ้าบ่าว ...... รุนะ (เจ้าสาว) ว่าจะร้องไห้




ศิษยาภิบาลอีกท่านกะลังอ่านพระวัจนะ เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตคู่



ทางที่โรยด้วยกลีบดอกไม้ ...... เป็นแบบนี้นี่เอง



ศิษยาภิบาล ทั้ง 2 ท่าน ประจำคริสตจักรสันติสุข

เด๋วมาอัพรูปเพิ่มให้เรื่อย ๆ นะครับ พอดีหาแผ่นที่เก็บยังไม่เจอ ดูกันแค่นี้ไปก่อนนะ


edit @ 2006/07/26 16:42:38